DSI อายัดตัวผู้ต้องหาคดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองเงินดิจิทัล ทำรัฐสูญรายได้กว่า 500 ล้านบาท เดินหน้าสอบสวนตามกฎหมายต่อ

เผยแพร่: 31 ส.ค. 2569 10:04 น. ปรับปรุง: 31 ส.ค. 2569 10:05 น. เปิดอ่าน 66 ครั้ง  
 

DSI อายัดตัวผู้ต้องหาคดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองเงินดิจิทัล 

ทำรัฐสูญรายได้กว่า 500 ล้านบาท เดินหน้าสอบสวนตามกฎหมายต่อ


                  สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างการสอบสวนคดีพิเศษที่ 21 / 2568 กรณี กลุ่มบุคคลลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ส่งผลให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย โดยคดีดังกล่าวมีนายเมฆา (สงวนนามสกุล) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3437 / 2569 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 และอยู่ระหว่างถูกคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการแจ้งขออายัดตัวนายเมฆาฯ ต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมขอให้เรือนจำแจ้งต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หากนายเมฆาฯ จะพ้นโทษก่อนคดีนี้ถึงที่สุด เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

               ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 23.50 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ปล่อยตัวนายเมฆาฯ ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ในคดีอาญาอื่น และประสานมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของคดี ต่อมา คณะพนักงานสอบสวนฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว เดินทางไปรับตัวนายเมฆาฯ จากเรือนจำฯ และควบคุมตัวมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสอบสวนพฤติการณ์แห่งคดี ก่อนนำตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันเดียวกัน โดย นายเมฆาฯ มีพฤติการณ์ว่าเป็นผู้รับโอนเงินสกุลดิจิทัลที่ได้มาจากกลุ่มของ นายหวัง (กลุ่มนายทุนจีน) ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อใช้ทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 หรือก่อนหน้านั้น ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ร่วมกันสมคบฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานประกอบธุรกิจเป็นผู้ค้าหรือนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ปัจจุบันกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศอยู่ระหว่างสรุปสำนวนการสอบสวน โดยได้ออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 12 ราย ได้แก่ สัญชาติจีน 5 ราย สัญชาติเมียนมา 6 ราย และสัญชาติไทย 1 ราย พร้อมแจ้งข้อหาบุคคลสัญชาติไทยเพิ่มเติมอีก 3 ราย

               อนึ่ง เนื่องจากคดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการแก่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป



เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ