DSI ส่งสำนวนคดีเครือข่ายโบรกเกอร์หลอกลงทุนเทรดสินทรัพย์ 102 แฟ้ม 40,348 แผ่น พร้อมผู้ต้องหา 34 ราย ให้อัยการดำเนินคดี ความเสียหาย 17,000 ล้านบาท
เผยแพร่: 24 ก.ย. 2569 15:50 น. ปรับปรุง: 24 ก.ย. 2569 15:51 น. เปิดอ่าน 85 ครั้งDSI ส่งสำนวนคดีเครือข่ายโบรกเกอร์หลอกลงทุนเทรดสินทรัพย์ 102 แฟ้ม 40,348 แผ่น พร้อมผู้ต้องหา 34 ราย ให้อัยการดำเนินคดี ความเสียหาย 17,000 ล้านบาท


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 92/2569 กรณี กลุ่มเครือข่ายชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมกันจัดตั้งบริษัทหรือโบรกเกอร์ซื้อขายสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ในลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน พร้อมนำตัวผู้ต้องหา จำนวน 34 ราย ประกอบด้วยนิติบุคคล จำนวน 10 ราย และบุคคล จำนวน 24 ราย ให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก
สำนวนคดีดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 102 แฟ้ม ประกอบด้วยเอกสาร 40,348 แผ่น โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด โดยภายหลังจากการส่งสำนวน พนักงานอัยการฯ ไม่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด และแจ้งกำหนดนัดหมายเพื่อรอความเห็นของพนักงานอัยการต่อไป
สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจากประชาชนจำนวนหนึ่ง เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการถูกชักชวน ให้ร่วมลงทุนซื้อขายสินทรัพย์ผ่านโบรกเกอร์ โดยผู้ชักชวนมีทั้งผู้แนะนำโบรกเกอร์ หรือที่เรียกว่า “ไอบี” ตลอดจนบุคคลที่อ้างตนเป็นโค้ช อาจารย์ มาสเตอร์ เซลล์ ฯลฯ ให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์ ได้แก่ QRS, GOFX, Eterwealth และ HFM ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในประเทศไทย และมีพฤติการณ์รับประกันผลกำไรจากการลงทุน มีการชักชวนให้เข้ากลุ่มปิดเพื่อรับสัญญาณการซื้อขาย (Signal Trade) การรับฝากเงินเพื่อทำการเทรดแทน การชักชวนให้ลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (forex) ตลอดจนการแสดงพอร์ตการลงทุนอันเป็นเท็จ ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะของการฉ้อโกง จนทำให้ประชาชนหลงเชื่อโอนเงินเพื่อเข้าร่วมลงทุนผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงิน (Payment Gateway) ส่งผลให้ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท ภายหลังผู้ที่ได้รับความเสียหายบางรายยังถูกชักจูงให้ไปชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาร่วมลงทุนต่อเป็นทอดๆ เพื่อที่จะได้รับค่าธรรมเนียม หรือผลตอบแทนจากการที่บุคคลที่ตนชักชวนได้เข้าทำการซื้อขายไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะมีกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายก็ตาม ซึ่งเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชนและการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือที่เรียกว่า “แชร์ลูกโซ่”
โดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กองปฏิบัติการพิเศษ และศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว สนธิกำลังร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจค้นบริษัทและบ้านพักอาศัยของผู้แนะนำโบรกเกอร์ เจ้าของโบรกเกอร์ และผู้ให้บริการรับชำระเงิน เป้าหมายพร้อมกัน 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร แบ่งเป็นบริษัท 15 แห่ง และบ้านพักของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 9 แห่ง โดยผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก อาทิ รถยนต์หรู รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เงินสด วัตถุคล้ายทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ เครื่องประดับทองคำและเพชร กระเป๋าแบรนด์เนม เงินแท่ง เงินตราต่างประเทศ และ Hardware Wallet สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และ USDT รวมถึงเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง
ต่อมาเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้จับกุมนายธีรพงษ์ (สงวนนามสกุล) หรือ “โค้ชเจมส์” ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะโค้ชสอนเทรดสั้นชื่อดัง มีผู้ติดตามผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนหลายแสนรายและมักใช้วลี “ALL IN” จนเป็นที่จดจำ มีบทบาทในการแนะนำให้ประชาชนเปิดบัญชีซื้อขายกับโบรกเกอร์ Eterwealth และ HFM รวมทั้งรับ และเมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 ได้จับกุมนางสาวมัลลิกา (สงวนนามสกุล) เจ้าของโบรกเกอร์ QRS ซึ่งอ้างว่าได้รับใบอนุญาตจากต่างประเทศ และได้ประกอบธุรกิจชักชวนประชาชนร่วมลงทุนซื้อขาย Forex ในไทย โดยรับประกันผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 20-30 ภายใน 7 วัน พร้อมเปิดสถาบันสอนการเทรดในย่านลาดพร้าวและสอนเทรดออนไลน์โดยโค้ชต่าง ๆ เป็นประจำทุกวัน ผ่านการใช้หลักจิตวิทยาในการชักจูงประชาชนที่เทรดเสีย ให้คล้อยตามเพื่อหวังแก้มือ คล้ายกับหลักการเล่นพนัน จนทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักสิบล้านบาทต่อราย
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 34 ราย ถูกแจ้งข้อหาในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตร่วมประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 12 มาตรา 15 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 90 ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 16 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3 มาตรา 14 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91














