DSI เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องขุดกว่า 1,900 เครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท

เผยแพร่: 23 ก.ค. 2569 14:18 น. ปรับปรุง: 23 ก.ค. 2569 14:38 น. เปิดอ่าน 54 ครั้ง  
 

DSI เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องขุดกว่า 1,900 เครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท


               ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนการปราบปรามการลักลอบดำเนินกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

               ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องแล้วหลายราย ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลทั่วไป ซึ่งมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิด นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินปฏิบัติการตรวจค้นและตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

               เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT นำกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 7 จุด ประกอบด้วย โรงงานหรือโกดังต้องสงสัย จำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และบ้านพักพร้อมสำนักงานของกลุ่มนายทุนที่เกี่ยวข้องอีก 5 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 

               ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับแจ้งเบาะแสจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จังหวัดนครปฐม ว่าพบความผิดปกติในการใช้ไฟฟ้าของโกดังหลายแห่ง จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดต่อเนื่องมาแล้วกว่า 1 ปี ต่อมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สืบสวนขยายผลจนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจมีความเชื่อโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรม และพบการใช้โกดังลักษณะเป็นโรงงานจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นสถานที่ติดตั้งเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัล จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าตรวจค้น พร้อมทั้งขยายผลไปยังบ้านพักและสำนักงานของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากการตรวจสอบร่วมกันระหว่าง DSI และ PEA พบการลักลอบใช้ไฟฟ้าโดยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ดังนี้

             โกดังจุดที่ 1 ในพื้นที่ตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ตรวจพบการละเมิดใช้ไฟฟ้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าจำนวน 1 เครื่อง ขนาดประมาณ 2,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.05 เมกะวัตต์ ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลได้ประมาณ 900 เครื่อง เริ่มลักลอบใช้ไฟฟ้าเมื่อเดือนกันยายน 2568 

             โกดังจุดที่ 2 ในพื้นที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร ตรวจพบการละเมิดใช้ไฟฟ้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ขนาด 2,000 kVA และ 1,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.04 เมกะวัตต์ ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลได้ประมาณ 1,000 เครื่อง โดยเริ่มลักลอบใช้ไฟฟ้าเมื่อเดือนเมษายน 2568 รวมตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุดได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท

            นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัยและสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม ซึ่งครอบคลุมบ้านพักของผู้ประกอบการหรือนายทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์ โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก อันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน การขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

               การลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลในลักษณะดังกล่าวหากเป็นการทำเหมืองบิตคอยน์ที่ถูกต้องจะต้องชำระค่าไฟตามจริง จำนวนประมาณ 2,000 เครื่อง คิดเป็นเงินเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ในกรณีดังกล่าวชำระค่าไฟเพียงเดือนละ 10,000 - 25,000 บาท ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และรัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง 

              ในส่วนของการดำเนินคดี คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้กระทำความผิดในหลายฐานความผิด ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทําความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าการดำเนินกิจการดังกล่าวเข้าข่ายมีลักษณะเป็นปกติธุระหรือไม่ อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจะประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคาร กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกฎหมายสาธารณสุข โดยเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดและครบถ้วนในทุกมิติ

จุดที่ 1 โกดังในตำบลคอกกระบือ  อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

จุดที่ 2 โกดังในตำบลบางน้ำจืด  อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

จุดที่ 3-7 บ้านพักอาศัยและสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ