DSI จับกุม “นายอุสมาน” สมาชิกเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกลวงประชาชนผ่านบริษัทและเว็บไซต์ปลอมกว่า 2,000 เว็บไซต์ ความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท
เผยแพร่: 5 ต.ค. 2569 15:53 น. ปรับปรุง: 5 ต.ค. 2569 15:53 น. เปิดอ่าน 29 ครั้งDSI จับกุม “นายอุสมาน” สมาชิกเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ
หลอกลวงประชาชนผ่านบริษัทและเว็บไซต์ปลอมกว่า 2,000 เว็บไซต์
ความเสียหายกว่า
2,000 ล้านบาท


วันศุกร์ที่
2 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางคล้า
ได้จับกุมนายอุสมาน (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3037/2568 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม
2568 ได้ที่บริเวณบริษัทแห่งหน่วในตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันสมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหารายที่ 16 จากผู้ต้องหาทั้งหมด 24 ราย และในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้คุมตัวนายอุสมานฯ ส่งต่อศาลอาญารัชดาเพื่อฝากขังและคัดค้านการประกันตัว
การจับกุมในครั้งนี้
สืบเนื่องจากการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของกลุ่มสแกมเมอร์บุคคลชาวสาธารณรัฐแคเมอรูน ไนจีเรียนและชาวไทย จำนวน 24 ราย โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยมีลักษณะเป็นขบวนการและมีการแบ่งหน้าที่กันทำ
โดยจัดตั้งบริษัทปลอมซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการจริง
พร้อมสร้างเว็บไซต์และบัญชีผู้ใช้งานบนเฟซบุ๊กปลอม
ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประกอบกิจการอยู่ในประเทศไทยรวมทั้งนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และมีการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือแอบอ้างชื่อบริษัทที่มีอยู่จริงในประเทศไทย
เพื่อนำไปใช้หลอกลวงชาวต่างชาติ อาทิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Vietnam) สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) และรัฐอิสราเอล
(State of Israel) ฯลฯ โดยทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจจริง
และเข้ามาสั่งซื้อสินค้าและบริการ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชี ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มขบวนการ
โดยกลุ่มชาวสาธารณรัฐแคเมอรูนและเครือข่ายชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง
ได้ก่อเหตุมาแล้ว จำนวน 16 คดี
ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบธุรกิจ ห้างร้าน
และบริษัทที่ประกอบกิจการอยู่จริงในประเทศไทย
ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับนายอุสมาน
(สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี สัญชาติไทย มีพฤติการณ์เป็นสมาชิกของกลุ่มเครือข่าย ที่มีหน้าที่สำคัญในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลจำนวน
กว่า 100 บริษัท จัดหาเอกสารหลักฐานของบุคคลอื่นมาใช้ประกอบการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ก่อนส่งต่อข้อมูลและเอกสารดังกล่าวให้กับสมาชิกในกลุ่มขบวนการ
เพื่อนำบริษัทที่จัดตั้งขึ้นไปเปิดบัญชีธนาคาร โดยแต่ละบริษัทมีบัญชีธนาคารประมาณ
5 - 8 บัญชี รวมจำนวน ทั้งสิ้นกว่า
800 บัญชี
บัญชีธนาคารดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการรับโอนเงินจากผู้เสียหายทั่วโลกซึ่งถูกหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าและบริการปลอมจำนวน
กว่า 2,000 เว็บไซต์ ภายหลังที่ได้รับเงินกลุ่มผู้กระทำความผิดจะถอนเป็นเงินสดเพื่อปกปิดหรืออำพรางแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากการกระทำความผิด
จากนั้นมีการส่งต่อเงินให้แก่บุคคลอื่นในเครือข่าย
รวมทั้งนำไปลงทุนในสินทรัพย์หรือสกุลเงินดิจิทัลหรือส่งต่อไปยังประเทศแคมมารูนทันทีอันมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ซึ่งหากสมาชิกในเครือข่ายรายใดถูกดำเนินคดี
กลุ่มขบวนการจะมีการสับเปลี่ยนและหมุนเวียนสมาชิกคนใหม่ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาดำเนินงานแทน
เพื่อให้ขบวนการสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบพบผู้เสียหายจากประเทศต่าง
ๆ จำนวน 23 ราย และยังพบผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์อีก 53
ราย รวมมูลค่าความเสียหาย กว่า 2,000 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่ ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
,ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ,ร่วมกันเป็นซ่องโจร
,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ,ร่วมกันฟอกเงิน
,ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
สำหรับผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ จำนวน 53 ราย นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการประชุมในงาน “DSI CONNECT 2026” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ให้ติดตามผู้เสียหายในคดีดังกล่าวที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงให้แจ้งเตือนไปยังประเทศของตนให้เฝ้าระวังการเดินทางหรือการหลบหนีเข้าเมืองของผู้ต้องหาที่ยังไม่สามารถจับกุมได้ นอกจากนี้ ยังได้ประสานขอหมายจับระหว่างประเทศผ่านองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) เพื่อสนับสนุนการติดตามและจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป









