กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสัมมนาโครงการ“สร้างเครือข่าย Legal Conversation Meeting”
เผยแพร่: 15 ม.ค. 2569 19:15 น. ปรับปรุง: 15 ม.ค. 2569 19:15 น. เปิดอ่าน 32 ครั้ง

วันที่ 14 มกราคม 2569 กระทรวงยุติธรรม
โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ จัดสัมมนา โครงการ “สร้างเครือข่าย
Legal Conversation Meeting” โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท
รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ
พร้อมด้วย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
คณะผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย จากต่างประเทศที่มีภารกิจคล้ายคลึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ณ ห้อง Meta 1 ชั้น 2 สโมสรราชพฤกษ์
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ
กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศที่มีภารกิจคล้ายคลึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วย
สำนักงานตำรวจแห่งสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา
(FBI) กรมสอบสวนกระทรวงยุติธรรมแห่งไต้หวัน (MJIB)
และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร (NCA)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า
ปัจจุบันอาชญากรรมมีความซับซ้อน และเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากยิ่งขึ้น ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการทุจริตเชิงระบบการพัฒนาศักยภาพหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมสากล
จึงเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม
โดยโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเชิงวิชาการและเชิงนโยบาย
เพื่อยกระดับการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ด้านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
เปิดเผยว่า โครงการ “สร้างเครือข่าย Legal Conversation
Meeting”
เป็นโครงการของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ
รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้า และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเปรียบเทียบกรมสอบสวนคดีพิเศษกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศที่มีภารกิจคล้ายคลึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ
โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างองค์กร
บทบาทและอำนาจหน้าที่ รูปแบบการบริหารจัดการ มาตรฐานการปฏิบัติงานและความเป็นอิสระในการดำเนินงาน เพื่อนำผลการศึกษามาจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาองค์กรต่อไป
การจัดโครงการในครั้งนี้
นอกจากจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อการศึกษาวิจัยแล้ว
ยังเป็นการวางรากฐานความร่วมมือด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล
การประสานงาน และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นในอนาคต
อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในภาพรวม
















