DSI บูรณาการปราบปรามขบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
เผยแพร่: 18 มิ.ย. 2569 18:06 น. ปรับปรุง: 18 มิ.ย. 2569 18:06 น. เปิดอ่าน 73 ครั้งDSI บูรณาการปราบปรามขบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G)
ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ในคราวเดินทางมาเป็นประธานการแถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิทำบัตรประชาชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียน โดยเฉพาะการดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่กระทำความผิดโดยไม่ละเว้น เพื่อสร้างความยุติธรรมและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และต่อมาพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีข้างต้น โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปนั้น วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569) ภายใต้การอำนวยการของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พร้อมด้วยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม นายสมชาย ติไชย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 เข้าร่วมการบูรณาการปราบปรามขบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” โดยบูรณาการร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกันเข้าทำการจับกุมบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) จำนวน 8 ราย ประกอบด้วยอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จำนวน 1 ราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 ราย และบุคคลผู้สวมรายการฯ จำนวน 5 ราย อีกทั้งได้ทำการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 6 จุด โดยมีสถานที่ตรวจค้นที่สำคัญ ได้แก่ บ้านพักภรรยาอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จากการตรวจค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เอกสารคำขอลงรายการสัญชาติไทย หนังสือรับรองการเกิด คำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุเกิน 15 ปี ที่ดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างรอดำเนินการจำนวนมาก โดยได้นำตัวผู้ถูกจับกุมข้างต้นส่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเพื่อดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และประมวลกฎหมายอาญาในความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ตรวจสอบพบข้อมูลเบาะแสการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จึงได้ขออนุมัติอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นเรื่องสืบสวนที่ 3/2569 จากการสืบสวนพบข้อมูลว่ามีขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนในกลุ่มเด็กนักเรียน โดยใช้เลขประจำตัวรหัส G ซึ่งเป็นเลขประจำตัวทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่เคยได้รับเมื่อสมัครเรียน เป็นหลักฐานในการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนในกลุ่มเด็กนักเรียนโดยมิชอบ เป็นการใช้เลขประจำตัวรหัส G ของบุคคลอื่นมาสวมตัวออกบัตร รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่น เพื่อให้ตนได้รับสิทธิต่าง ๆ ในฐานะบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนทั้งที่ตนไม่มีสิทธิ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิเดินทาง สิทธิในการประกอบอาชีพ เป็นต้น และเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมในลักษณะทุนสีเทาได้ในอนาคต ทั้งนี้ จากข้อมูลการข่าวพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ในการดำเนินการกว่ารายละ 70,000 บาท และมีบุคคลที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงปัจจุบันกว่า 600 ราย จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประสานกรมการปกครองให้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดรวมจำนวน 22 ราย จนนำมาสู่ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ในครั้งนี้ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค จะบูรณาการสืบสวนและขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการทุจริตทางทะเบียนตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป

















สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ในคราวเดินทางมาเป็นประธานการแถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิทำบัตรประชาชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียน โดยเฉพาะการดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่กระทำความผิดโดยไม่ละเว้น เพื่อสร้างความยุติธรรมและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และต่อมาพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีข้างต้น โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปนั้น วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569) ภายใต้การอำนวยการของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พร้อมด้วยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม นายสมชาย ติไชย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 เข้าร่วมการบูรณาการปราบปรามขบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” โดยบูรณาการร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกันเข้าทำการจับกุมบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) จำนวน 8 ราย ประกอบด้วยอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จำนวน 1 ราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 ราย และบุคคลผู้สวมรายการฯ จำนวน 5 ราย อีกทั้งได้ทำการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 6 จุด โดยมีสถานที่ตรวจค้นที่สำคัญ ได้แก่ บ้านพักภรรยาอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จากการตรวจค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เอกสารคำขอลงรายการสัญชาติไทย หนังสือรับรองการเกิด คำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุเกิน 15 ปี ที่ดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างรอดำเนินการจำนวนมาก โดยได้นำตัวผู้ถูกจับกุมข้างต้นส่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเพื่อดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และประมวลกฎหมายอาญาในความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ตรวจสอบพบข้อมูลเบาะแสการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จึงได้ขออนุมัติอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นเรื่องสืบสวนที่ 3/2569 จากการสืบสวนพบข้อมูลว่ามีขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนในกลุ่มเด็กนักเรียน โดยใช้เลขประจำตัวรหัส G ซึ่งเป็นเลขประจำตัวทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่เคยได้รับเมื่อสมัครเรียน เป็นหลักฐานในการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนในกลุ่มเด็กนักเรียนโดยมิชอบ เป็นการใช้เลขประจำตัวรหัส G ของบุคคลอื่นมาสวมตัวออกบัตร รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่น เพื่อให้ตนได้รับสิทธิต่าง ๆ ในฐานะบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนทั้งที่ตนไม่มีสิทธิ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิเดินทาง สิทธิในการประกอบอาชีพ เป็นต้น และเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมในลักษณะทุนสีเทาได้ในอนาคต ทั้งนี้ จากข้อมูลการข่าวพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ในการดำเนินการกว่ารายละ 70,000 บาท และมีบุคคลที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงปัจจุบันกว่า 600 ราย จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประสานกรมการปกครองให้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดรวมจำนวน 22 ราย จนนำมาสู่ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ในครั้งนี้ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค จะบูรณาการสืบสวนและขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการทุจริตทางทะเบียนตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป






































