DSI เปิดปฏิบัติการ BLACK TRACE ขยายผลคดีลักลอบใช้ไฟฟ้า ขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย ใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์ ตรวจค้น - ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 185 ล้านบาท

เผยแพร่: 22 ต.ค. 2569 17:00 น. ปรับปรุง: 22 ต.ค. 2569 17:00 น. เปิดอ่าน 106 ครั้ง  
 

 จากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มีข้อสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจค้นและยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและนอมินีที่ใช้บุคคลสัญชาติไทยอำพรางการประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยให้บูรณาการข้อมูลเพื่อสืบสวนตรวจสอบผู้ควบคุมตัวจริง ผู้รับผลประโยชน์ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569) เวลา 16.00 น. นายปิยะศิริ  วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ  ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ BLACK TRACE ตรวจค้นและยึดทรัพย์สิน รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด กรณี การลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์ โดยตรวจยึดอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญ จำนวน 2 รายการ มูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 185 ล้านบาท  ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และห้องชุดโครงการคอนโดมิเนียม ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 

                  ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ดำเนินการปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง จากปฏิบัติการ “Bitforge Operation” เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ซึ่งตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนขยายผลพบการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อขุดบิตคอยน์ และนำไปสู่ปฏิบัติการ “Operation Copperhead” เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยสนธิกำลังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จังหวัดนครปฐม เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 7 จุด ในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดอุทัยธานี สามารถตรวจยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 3,642 เครื่อง มูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท พร้อมระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท

                 ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวนขยายผล พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว กระทั่งตรวจพบข้อมูลการนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำคัญ จำนวน 2 รายการ 

                   ล่าสุดวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ลงพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ตามหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 610-625/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกรณีลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ในคดีพิเศษที่ 21/2568

                 ผลการตรวจค้นและตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พบอสังหาริมทรัพย์สำคัญ จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 525 ตารางวา พร้อมอาคารสูง 3 ชั้น มูลค่ากว่า 106 ล้านบาท โดยเป็นราคาซื้อขายเมื่อปี พ.ศ. 2566 และมีบริษัทเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้เกี่ยวข้องชาวต่างชาติใช้วิธีถือหุ้นผ่านบริษัทแทนการถือครองที่ดินโดยตรง โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติเมียนมา จำนวน 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 49 และผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย จำนวน 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 51  และห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ห้อง มูลค่ารวมประมาณ 79 ล้านบาท และมีบุคคลสัญชาติเมียนมา จำนวน 5 ราย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากการตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในการซื้อห้องชุด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์กับผู้ต้องหา ตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินดังกล่าว กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงิน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

                    สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 25 ราย โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้แจ้งข้อหาแล้ว จำนวน 6 ราย และออกหมายจับจำนวน 19 ราย ซึ่งรวมถึงหมายจับที่ออกเพิ่มเติมล่าสุดอีก 7 ราย จำแนกตามสัญชาติและประเภทบุคคล พบเป็นบุคคลสัญชาติจีน จำนวน 5 ราย สัญชาติไทย จำนวน 6 ราย สัญชาติเมียนมา จำนวน 13 ราย และนิติบุคคล จำนวน 1 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ ลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานผู้ให้บริการไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้เดินเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องขุดบิตคอยน์ มีการติดตั้งเครื่องขุดจำนวนมากในอาคารหรือโกดัง และเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป และสร้างผลตอบแทนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการวางแผนและการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เข้าข่ายการลักทรัพย์ฯ เป็นปกติธุระ ในความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์ ฐานร่วมกันกระทำการโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ และลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ