รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำชับปราบขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติ เชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา ส่งฟ้องคดีซุกไม้ 30 ตู้ มูลค่า 300 ล้าน
เผยแพร่: 16 มี.ค. 2569 10:16 น. ปรับปรุง: 16 มี.ค. 2569 11:42 น. เปิดอ่าน 28 ครั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำชับปราบขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติ
เชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา ส่งฟ้องคดีซุกไม้ 30 ตู้ มูลค่า 300 ล้าน
พลตำรวจโท รุทธพล
เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
โดยมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับขบวนการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง
รวมทั้งเน้นย้ำการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
เพื่อป้องกัน แก้ไข
และฟื้นฟูความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมตลอดจนดูแลและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและชุมชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม
ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ควบคุมตัว นาง ธ. (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาสำคัญในคดีลักลอบค้าไม้พะยูงข้ามชาติ
ส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาตามกฎหมาย
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ซึ่งได้เฝ้าระวัง
และติดตามกลุ่มขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงในพื้นที่แนวเทือกเขาพนมดงรักและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี
อำนาจเจริญ และยโสธร
โดยพบว่ามีการลักลอบนำไม้พะยูงจากพื้นที่ดังกล่าวไปซุกซ่อนเก็บรักษาไว้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้
ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีชาวจีนเป็นผู้รวบรวมไม้
ก่อนนำไม้พะยูงดังกล่าวซุกซ่อนปะปนกับสินค้าประเภทไม้ บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์จำนวน
30 ตู้ ขนส่งข้ามแม่น้ำโขง และขอผ่านแดนเข้ามาในประเทศไทยผ่านด่านศุลกากรเขมราฐ
จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
ก่อนส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าผ่านแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้รับสิทธิพื้นฐานตามความ ตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า
(GATT) พ.ศ. 2494 มาตรา 5 ว่าด้วยเสรีภาพในการ
ผ่านแดนและตามอนุสัญญาบาร์เซโลนา ว่าด้วยเสรีภาพในการผ่านแดนของสินค้า ค.ศ. 1980
ซึ่งกำหนดหลักการให้ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลสามารถเข้าถึงทะเลผ่านการขนส่งสินค้าผ่านดินแดนของประเทศอื่นได้
เนื่องจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
จึงมีการทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศไทยเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าผ่านแดนหลายด้าน
ส่งผลให้การขนส่งสินค้าดังกล่าวได้รับ การยกเว้นอากร
และไม่ต้องผ่านการตรวจค้นตามปกติ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าวถูกกลุ่มผู้กระทำความผิดนำมาใช้ในการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยในคดีนี้ นาง ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรเพื่อขออนุญาตนำตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 30 ตู้ เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผ่านแดน เมื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าควบคุมขบวนขนส่งสินค้าและขอตรวจสอบสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ กลุ่มของผู้ต้องหาได้ปฏิเสธการเปิดตรวจ และอ้างว่าจะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากต้องเร่งขนส่งสินค้าเพื่อให้ทันกำหนดการขึ้นเรือ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมขบวนขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และทำการสแกนตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด พบว่ามีการลักลอบซุกซ่อนไม้พะยูง เศษไม้พะยูง และกิ่งพันธุ์กล้วยไม้ภายในตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีปริมาตรไม้เกินจากที่สำแดงในใบขนสินค้าผ่านแดนจำนวน 196.893 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้าข่ายเป็นการโกงโควตาการขออนุญาตนำผ่านแดน นอกจากนี้ยังพบเอกสาร ใบขนสินค้าอีก 4 ฉบับ ซุกซ่อนอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ ระบุชื่อผู้รับปลายทางเป็นบริษัท จ. ในสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐานการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงกฎหมายศุลกากรและข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำเข้า - ส่งออกโดยเจตนาฉ้อภาษีอากร ตามมาตรา 27 และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยคดีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2558 ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีนอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่าในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือนก่อนการจับกุมกลุ่มของผู้ต้องหาได้ดำเนินพิธีการ ทางศุลกากร ในลักษณะเดียวกันมาแล้วกว่า 150 ตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งนี้ การดำเนินคดีใช้ระยะเวลากว่า 10 ปี เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ยื่นคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาไปยังทางการลาว เพื่อสอบปากคำเจ้าหน้าที่ศุลกากรเกี่ยวกับการบรรจุสินค้าประเภทไม้ลงในตู้คอนเทนเนอร์ และให้ตรวจสอบเอกสารใบขนสินค้า ผ่านแดน (Transit Declaration) พร้อมเอกสารประกอบ รวมทั้งใบอนุญาต CITES ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า ของผู้ต้องหา ซึ่งผลการตรวจสอบจากทางการลาวยืนยันว่าเอกสารประกอบใบขนส่งสินค้าและใบอนุญาต CITES ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด พนักงานสอบสวน คดีพิเศษจึงได้ดำเนินคดีกับบริษัท ท. จำกัด โดย นาง ธ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 30 ตู้ และนาย ซ. ชายชาวจีนซึ่งเป็นเจ้าของไม้พะยูง ที่บรรจุอยู่ในตู้ได้ทั้งหมด โดยนาย ซ. อยู่ในระหว่างการหลบหนี ซึ่งพนักงานสอบสวนพิเศษได้ดำเนินการออกหมายจับไว้ ทั้งนี้ ในห้วงระยะเวลา 10 กว่าปี ที่มีการดำเนินคดีนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้นำข้อมูลการสืบสวนของคดี ไปขยายผล เพื่อดำเนินคดีไปยังกลุ่มนายทุนค้าไม้ และกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ในประเทศประเทศไทยอีกหลายราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การลักลอบตัดไม้พะยูง ส่งข้ามไปยังสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมจำนวน 8 คดีพิเศษ สามารถยึดไม้พะยูงกลับคืนมาได้กว่า 5,000 ท่อน มูลค่ากว่า 250,000,000 บาท
ทั้งนี้ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมรับนโยบายรัฐบาล โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายกับขบวนการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าไม้พะยูงข้ามชาติ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจังต่อไป
----------------------------------------------
ลงวันที่ 15 มีนาคม 2569












