DSI จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจ หลอกเหยื่อพัวพันคดีฟอกเงิน รายเดียวสูญเงินกว่า 7.5 ล้านบาท
published: 10/8/2026 5:44:33 PM updated: 10/8/2026 5:44:33 PM 49 viewsDSI จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจ หลอกเหยื่อพัวพันคดีฟอกเงิน รายเดียวสูญเงินกว่า 7.5 ล้านบาท

วานนี้
(วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569)
เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ
จับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 2 ราย
ได้แก่ นางสาวนาตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี
และนางสาวสุดารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี
ได้ที่อำเภอกบินทรบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ถูกกลุ่มผู้กระทำความผิดนำไปใช้เป็นบัญชีสำหรับรับโอนเงินจากผู้เสียหาย
ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการต่อไป
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีมีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนมายัง
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์
โดยหลอกลวงว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
และผู้เสียหายจำเป็นต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการโอนเงินในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
ส่งผลให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพ รวมเป็นเงินจำนวน 7,513,854 บาท กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการสุ่มโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหาย
ก่อนส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการซึ่งแอบอ้างเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่รัฐผ่านวิดีโอคอล
เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและควบคุมการสื่อสารกับผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์
จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีที่จัดเตรียมไว้
เมื่อได้รับเงินแล้วจะมีการโอนต่อไปยังบัญชีอื่นหลายทอด
ก่อนนำไปซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อปกปิดและซุกซ่อนเส้นทางการเงิน
ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ
รับกรณีดังกล่าวเป็น คดีพิเศษที่ 6/2568
กรณี ผู้เสียหายถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน โดยอ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับคดีฟอกเงิน โดยการกระทำดังกล่าวมีความผิดฐาน ได้แก่
ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม
และข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
ตามประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบฟอกเงิน
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ร่วมกันเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเอง
ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่สะท้อนถึงรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชน และใช้เทคโนโลยีประกอบการหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงิน ก่อนนำเงินไปผ่านบัญชีหลายทอดและแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเตือนประชาชนว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่โทรศัพท์หรือให้โอนเงิน หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน และควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง








