DSI ส่งสำนวนคดีพิเศษ สั่งฟ้อง “เครือข่ายรับทำบัตรประชาชนปลอมผ่านโซเชียล”ตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์หลอกลวงประชาชนกระทบความมั่นคงรัฐ
published: 7/13/2026 8:19:37 PM updated: 7/13/2026 8:19:37 PM 77 viewsDSI ส่งสำนวนคดีพิเศษ สั่งฟ้อง “เครือข่ายรับทำบัตรประชาชนปลอมผ่านโซเชียล”ตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์หลอกลวงประชาชนกระทบความมั่นคงรัฐ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งฟ้องเครือข่ายรับจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจพบการโฆษณาชักชวนให้จัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมผ่านเฟซบุ๊ก จึงส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวน
จากการตรวจสอบพบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่มีลักษณะเป็นการกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีการหลอกลวงประชาชนเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการบริหารจัดการข้อมูลทะเบียนราษฎรของรัฐ อันเข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีคำสั่งให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศรับเรื่องไว้ดำเนินการเป็นคดีพิเศษที่ 100/2567 ผลการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นคนไทย 2 ราย และชาวเมียนมา 1 ราย โดยร่วมกันจัดทำเพจเฟซบุ๊กปลอมชื่อ “สุทธิชัย จันทร์งาม” และเปิดบัญชีไลน์ชื่อ “รับทำบัตรประชาชนปลอม ไม่มีมัดจำเพจ” เพื่อโฆษณารับทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอม พร้อมกล่าวอ้างว่าสามารถเพิ่มข้อมูลลงในระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครองได้อีกทั้งยังนำภาพบัตรประชาชนที่อ้างว่าเป็นผลงานของลูกค้ารายอื่นมาเผยแพร่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และกำหนดอัตราค่าบริการไว้ 3 ระดับ ได้แก่ บัตรแบบธรรมดา ราคา 3,500 บาท บัตรแบบมีลายน้ำ ราคา 6,500 บาท และบัตร “สวม” ราคา 15,000 บาท
จากการสืบสวนยังพบว่า ผู้ที่หลงเชื่อว่าจ้างให้จัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมมีวัตถุประสงค์ แตกต่างกัน โดยบางรายมีความประสงค์จะเปลี่ยนคำนำหน้านามเพื่อใช้ประกอบการสมรสกับชาวต่างชาติ ขณะที่บางรายมีอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย แต่อยากเข้าสถานบันเทิง หรือประสงค์จะมีบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงบุคคลต่างด้าวที่อยากได้บัตรประชาชนคนไทย เพื่อรับประโยชน์จากการช่วยเหลือของรัฐเพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายส่วนใหญ่ได้โอนเงินค่าจ้างให้แก่ขบวนการดังกล่าว แต่ไม่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนตามที่กล่าวอ้าง ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้แล้ว 1 ราย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการออกหมายจับและติดตามตัวมาดำเนินคดี โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ล่าสุด วันนี้ (วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้นำสำนวนการสอบสวน จำนวน 3 แฟ้ม รวม 931 แผ่น ส่งมอบให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป







