ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณี บริษัท อีเกิ้ลเกตส์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก  ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ

19/3/2563 16:15:32 1826 views   TH
 

ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณี บริษัท อีเกิ้ลเกตส์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก 
ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 103/2560 กรณีบริษัท อีเกิ้ลเกตส์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก มีพฤติการณ์เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยอ้างว่าเป็นบริษัทซื้อขายดัชนีหุ้นมาจากสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งบริษัทมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งพฤติการณ์ของขบวนการนี้มีการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยให้กลุ่มหนึ่งจัดบรรยายชักชวนผู้เสียหายในประเทศไทยให้หลงเชื่อร่วมลงทุนกับบริษัท และอีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ในการยักย้ายถ่ายโอนเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากผู้เสียหาย ซึ่งคดีนี้มีผู้เสียหายประมาณ 250 ราย เข้ามาร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ มูลค่าความเสียหายประมาณ 235 ล้านบาท และได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา กรณี บริษัท อีเกิ้ลเกตส์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5, 7, 25, 32 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง 9, 11/1, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้ง 11 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นรายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาญากรรมข้ามชาติ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 คนละ 4 ปี และปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 คนละ 600,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 คนละ 6 ปี และปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 คนละ 900,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 คนละ 10 ปี และปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 คนละ 1,500,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้ง 11 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 คนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และ ที่ 6 คนละ 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยทั้ง 11 ร่วมกันคืนต้นเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 229 คน ตามตารางที่แนบท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายสินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมาย สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 11 ให้ยกฟ้อง

 

สำหรับผู้ต้องหาชาวต่างชาติ จำนวน 9 ราย ขณะนี้จับกุมได้แล้ว 2 ราย ประกอบด้วยผู้ต้องหาชาวอเมริกัน 1 ราย และผู้ต้องหาชาวไต้หวัน 1 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาล ส่วนผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่เหลือ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน 1 ราย ชาวเนเธอร์แลนด์ 3 ราย และชาวสิงคโปร์ 3 ราย อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างชาติติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความมุ่งมั่นในการสืบสวน สอบสวน ป้องกัน และปราบปราม อาชญากรรมพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอฝากเตือนไปยังประชาชน ให้ระมัดระวังการชักชวนให้ลงทุนที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราที่สถาบันการเงินพึงจ่ายได้ แม้ว่าจะมีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีต่างๆ หรือการโฆษณาชวนเชื่อว่า มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ ขออย่าได้ไว้วางใจโดยเฉพาะหากมีพฤติการณ์ในการชักชวนลงทุนดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบความเป็นมาของบริษัทหรือประวัติของผู้ชักชวนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และหากประชาชนมีข้อมูลหรือเบาะแส สามารถแจ้งมายังกรมสอบสวนคดีพิศษได้ที่ เลขที่ 128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร หรือทางสายด่วน DSI Call Center 1202 (โทรฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเก็บรักษาข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็นความลับ

 

 

Documents related