DSI ร่วมเวทีความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายระดับภูมิภาค ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย เสนอการใช้ Agentic AI และการสืบสวนสอบสวนคู่ขนาน เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

published: 10/23/2026 4:35:29 PM updated: 10/23/2026 4:35:29 PM 117 views   TH
 

DSI ร่วมเวทีความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายระดับภูมิภาค ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย เสนอการใช้ Agentic AI และการสืบสวนสอบสวนคู่ขนาน เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

    ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พันตำรวจตรี สิริวิชญ์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ พร้อมด้วย ดร.ฐาปน ภาสะฐิติ แสนยะบุตร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ เข้าร่วมการประชุม Law Enforcement Joint Management Group on People Smuggling (JMG) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 –23 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Penang Marriott เมืองจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายจาการ์ตา (Jakarta Centre for Law Enforcement Cooperation: JCLEC) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานและอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 12 ประเทศ เข้าร่วมได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน  รัฐเอกราชปาปัวนิวกินี สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย

  ในการประชุมดังกล่าว พันตำรวจตรี สิริวิชญ์ เกษมทรัพย์ ได้รับเกียรติให้เป็นผู้แทนประเทศไทยนำเสนอหัวข้อ “Breaking Isolated Justice: Leveraging Autonomous AI Multi-Agent Systems & Synchronized Bilateral Action” โดยสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการบังคับใช้กฎหมายต่อเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการดำเนินงานเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเครือข่ายการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับให้กระทำความผิด และอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับขบวนการอาชญากรรมที่ดำเนินงานในลักษณะศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง (Scam Compounds) ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของการสืบสวนสอบสวนที่ดำเนินการแยกส่วนตามเขตอำนาจรัฐ ขณะที่เครือข่ายอาชญากรรมสามารถเคลื่อนย้ายบุคคล เงินทุน และข้อมูลข้ามพรมแดนได้อย่างต่อเนื่อง

   พันตำรวจตรี สิริวิชญ์ฯ ได้นำเสนอแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้แนวคิด “Proactive Agentic AI & Emerging Technologies for Investigation” โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบุคคลและเครือข่ายอาชญากรรม การตรวจสอบพยานหลักฐานดิจิทัล การจัดทำข้อมูลข่าวกรอง ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการสืบสวนสอบสวนและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานที่ต้องดำเนินการซ้ำ ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักการ Human-in-the-Loop ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบ และตัดสินใจทุกขั้นตอนที่มีผลทางกฎหมาย โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ความถูกต้องของพยานหลักฐาน และมาตรฐานทางจริยธรรม

นอกจากนี้ พันตำรวจตรี สิริวิชญ์ฯ ยังได้เสนอข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการสืบสวนสอบสวนคู่ขนานระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำแนวทางความร่วมมือ 3 ประการ ได้แก่ (1) การจัดให้มีกลไกแจ้งสถานะและ
ความคืบหน้าของคดีระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถประสานข้อมูลและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที (2) การส่งเสริมการสืบสวนสอบสวนคู่ขนานระหว่างประเทศ โดยเสนอให้หน่วยงานของแต่ละประเทศดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างสอดประสานกัน ทั้งในส่วนของเครือข่ายจัดหา
และลำเลียงบุคคล ผู้ควบคุมขบวนการ และเส้นทางการเงิน และ (3) การพัฒนาแนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับการประสานงานสืบสวนสอบสวนที่มีองค์ประกอบข้ามเขตอำนาจรัฐ เพื่อสนับสนุนการรวบรวม แลกเปลี่ยน และรักษาความสมบูรณ์ของพยานหลักฐาน ให้สามารถนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือบังคับให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการคัดแยกผู้เสียหายอย่างเหมาะสม อีกทั้ง การดำเนินการตามหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์สำหรับการกระทำความผิดที่เป็นผลโดยตรงจากการถูกแสวงหาประโยชน์ ควบคู่ไปกับการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายอาชญากรรม

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของ DSI ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวกรอง เทคโนโลยี 
และการสืบสวนสอบสวนระหว่างประเทศ อันสอดคล้องกับภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษที่มีลักษณะซับซ้อนและเชื่อมโยงข้ามพรมแดน โดยมุ่งสู่การบังคับใช้กฎหมาย
ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรม ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการอำนวยความยุติธรรม
อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวโน้มการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานในภูมิภาค รูปแบบและวิธีการกระทำความผิดของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนโอกาสและความท้าทายในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการสืบสวนสอบสวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการประสานความร่วมมือเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ รวมถึงการติดตามผลโครงการ International Management of Serious Crime (IMOSC) และการพัฒนาแนวทางความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายด้านอาชญากรรม
ข้ามชาติที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ในการนี้ DSI ในฐานะหน่วยงานผู้แทนประเทศไทย ได้ตอบรับเบื้องต้นต่อมติที่ประชุมซึ่งเชิญให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ AFP ในการจัดการประชุม JMG ครั้งถัดไป อันสะท้อนถึงบทบาทของ DSI ในการส่งเสริม
ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระดับภูมิภาค และเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการพัฒนากลไกความร่วมมือ
ด้านการสืบสวนสอบสวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการประสานการปฏิบัติการระหว่างประเทศให้มีความเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน


Documents related

Lasted Post

Related Post