DSI แจ้งเตือนประชาชน คอยสอดส่องปกป้องบุตรหลาน จากการล่วงละเมิดทางเพศ


เปิดอ่าน 164

DSI แจ้งเตือนประชาชน คอยสอดส่องปกป้องบุตรหลาน จากการล่วงละเมิดทางเพศ

 

 

DSI แจ้งเตือนประชาชน คอยสอดส่องปกป้องบุตรหลาน จากการล่วงละเมิดทางเพศ

    ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นประเด็นหนึ่งที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยในประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรายงานเรื่องเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโดยชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

    ในการนี้ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้ พันตำรวจโท ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กำกับดูแลงานด้านการสืบสวนและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดย พันตำรวจเอก อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ ผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นผู้ขับเคลื่อน ด้วยการสนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการสืบสวนจับกุม รวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลไปยังกลุ่มบุคคลที่กระทำลามกอนาจารเด็ก รวมทั้งกลุ่มที่ผลิต ครอบครอง และเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็กดังกล่าว

     ต่อมา เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับแจ้งเบาะแสจากเฟสบุ๊ก “เพจล่า” ว่า พลเมืองดีได้ประสานให้ข้อมูลเกี่ยวกับชายต้องสงสัยที่เผยแพร่ (แชร์) ภาพลามกอนาจารเด็กในกลุ่มไลน์
ของกลุ่มชายรักร่วมเพศ ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้ร่วมกับกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) แกะรอย ชายต้องสงสัยดังกล่าว โดยใช้เวลา 7 วัน ซึ่งนำไปสู่การจับกุม นายปกิต สุนทรวราภาส อายุ 46 ปี ในข้อหา “ครอบครอง เผยแพร่ สื่อลามกอนาจารเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น” ตามที่ได้ปรากฎในสื่อไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ทั้งนี้ จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การว่า ได้ชักชวนเด็กชายตามที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ ไปล่วงละเมิดทางเพศในห้องน้ำสาธารณะ มีวิธีการหลอกล่อให้เด็กมาร่วมเพศสัมพันธ์เพื่อแลกเงินในการเติมเงินเกมในโทรศัพท์ครั้งละ 100 - 900 บาท และพบว่ามีการถ่ายรูปลามกอนาจารเด็ก แยกเป็นโฟลเดอร์ของเหยื่อแต่ละราย จำนวนประมาณ 30 - 40 โฟลเดอร์ และเผยแพร่ (แชร์) ภาพลามกอนาจารข้างต้น ในกลุ่มไลน์ของชายรักชายหลายกลุ่ม

     สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไปนั้น กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ จะร่วมกับมูลนิธิ A21 ซึ่งเป็นหน่วยงานพันธมิตร ในการระบุตัวเด็กที่เป็นเหยื่อเป็นราย ๆ ตามแนวทางดำเนินการที่ให้เหยื่อเป็นศูนย์กลาง (victim-centered approach) และนำเข้าสู่กระบวนการพูดคุยซักถามโดยนักสังคมสงเคราะห์และมูลนิธิ A21 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวน และหากพบว่า มีการกระทำความผิดฐานอื่นด้วย
เช่น ข่มขืน พรากผู้เยาว์ หรือค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประสานกองบังคับการสายตรวจ และปฏิบัติการพิเศษ (191) แจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ ยังจะขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางสกัดกั้นขบวนการซึ่งล่อลวงเด็กมาล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้ง ทำงานร่วมกับกระทรวง

    การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการช่วยเหลือดูแลเด็กที่เป็นเหยื่อต่อไป เนื่องจากเด็กที่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศและถูกแชร์ภาพลามกอนาจาร มักจะได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีภาวะซึมเศร้า และเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด หรือการนำพาเด็กรายอื่นไปเพื่อการค้าประเวณี เป็นต้น

   ในส่วนของภาพลามกอนาจารที่ยึดได้ ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจะนำภาพดังกล่าวไปประสานกับองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อตรวจสอบว่า ภาพหรือวีดิโอลามกอนาจารเด็กดังกล่าวมีที่มาอย่างไร เพื่อให้สามารถระบุตัวเด็กที่เป็นเหยื่อ (Victim Identification) ได้ และหากพบว่าภาพลามกอนาจารนี้มีการเผยแพร่ในต่างประเทศ จะได้ประสานกับประเทศนั้น ๆ เพื่อดำเนินการต่อไป

    สุดท้ายนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษขอแจ้งเตือนพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก ให้คอยสอดส่องดูแลบุตรหลานในปกครองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งตรวจสอบว่ามีสิ่งผิดปกติหรือการใช้ชีวิตแปลกไปจากเดิมหรือไม่ เช่น สภาพร่างกายหรือจิตใจ พฤติกรรม การแสดงออก ความประพฤติที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งลักษณะการใช้จ่ายเงินเกินตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ชักชวนเด็กไปล่วงละเมิดทางเพศ แลกกับเงินตอบแทน และ
หากพบว่า บุตรหลานตกเป็นเหยื่อ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดต่อไป ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูล/เบาะแสได้ที่เว็บไซต์กรมสอบสวนคดีพิเศษ www.dsi.go.th หรือ สายด่วน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร. 1202 โทร.ฟรีทั่วประเทศ

 

**********************************************

 

 

ข่าวล่าสุด


ข่าวที่น่าสนใจ