Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)
 

 
เรื่อง ความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)...  DSI รวบชาวสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ต้องหาในคดีปล้นธนาคารที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์...   เรื่อง ผลการดำเนินคดี กรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)....
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยยา PDF พิมพ์
เขียนโดย นางสุวิมล สายสุวรรณ   
วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2012 เวลา 09:45 น.
ผู้ชม 440   

 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยยา      

                                                                                  นางสุวิมล  สายสุวรรณ[1]

                ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ 2) .. 2555 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2555 ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเป็นคดีพิเศษที่อยู่ในอำนาจสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย  ผู้เขียนในฐานะที่เคยรับราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เห็นว่าคดีความผิดตามกฎหมายว่ายา อาจเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษหลายๆท่าน ดังนั้นจึงขอเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับหลักสำคัญๆ และข้อหาความผิดที่สำคัญของกฎหมายว่าด้วยยาที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างรุนแรง เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนสวนคดีพิเศษ ซึ่งรายละเอียดขอกล่าวโดยสังเขป ดังนี้

               อะไรคือยาบ้าง

               ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.. 2510  ได้กำหนดคำว่า “ยา” ว่าหมายถึง

               1.  วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ

ตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ ได้แก่ตำรายาตามที่ระบุในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุตำรายา ซึ่งตำรายาดังกล่าวจะมีการแก้ไขให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่นตำราบริติชฟาร์มาโคเปีย ฉบับ ค.. 2004 หรือตำราเวชศึกษา ของพระยาพิศณุประสาทเวช

ตัวอย่างวัตถุที่รับรองไว้ในตำรายา เช่นใบมะขามแขกและฝักมะขามแขก ซึ่งได้ถูกระบุทั้งในตำรายา British Pharmaceutical code และตำราประมวลหลักเภสัชของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ดังนั้นใบมะขามแขกและฝักมะขามแขกซึ่งเป็นวัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศดังกล่าว จึงเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา

      2. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์

การที่จะพิจารณาว่าวัตถุใดเป็น “ยา”ตามบทนิยามในข้อนี้หรือไม่นั้น ไม่ได้พิจารณาว่าวัตถุนั้นๆ จะสามารถวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์ได้จริงหรือไม่ แต่จะพิจารณาว่าวัตถุนั้นๆ มีความมุ่งหมายในการใช้เพื่อในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์หรือไม่เท่านั้น

ในกรณีนี้ได้มีเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2506 (ประชุมใหญ่) วางบรรทัดฐานไว้ว่า “ คำว่า “ยา” ตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.. 2493 นั้นข้อสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าวัตถุนั้นจะบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความมุ่งหมายในการใช้ถ้ามุ่งหมายจะใช้วัตถุนั้น บำบัด รักษา หรือป้องกันโรคแล้ว ก็ต้องถือว่าวัตถุนั้นเป็นยา”

 นอกจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยไปแนวทางเดียวกับคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวดังนี้

 การโฆษณาขายสินค้าข้อความว่า “ไส้เลื่อน ใช้นีโอ-บาร์รีรี หมดกังวลโดยสิ้นเชิง...เป็นสายรัดไส้เลื่อนได้อย่างเด็ดขาด...สามารถปฏิบัติการได้นุ่มนวลเหมือนมือ ใช้ง่ายและสะดวกที่สุด  ท่านจะรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้เป็นไส้เลื่อนเลย...จะไม่รัดกล้ามเนื้อให้รู้สึกอึดอัดเหมือนสปริงชนิดอื่น คุณภาพเชื่อถือและวางใจได้ มีทั้งชนิดสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก...” แม้ข้อความโฆษณาดังกล่าวจะโฆษณาโดยหลีกเลี่ยงไม่ใช้ถ้อยคำว่า “บำบัด” “บรรเทา” “รักษา” หรือ “ป้องกัน”โดยตรงก็ตาม แต่เมื่ออ่านข้อความโฆษณาดังกล่าวทั้งหมดรวมกันแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการโฆษณาสายรัดไส้เลื่อน ซึ่งเป็นวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคไส้เลื่อนได้ ดังนั้น จึงถือได้ว่าการโฆษณาของสายรัดไส้เลื่อน นีโอ-บาร์รีรี นี้เป็นการโฆษณาขาย “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.. 2510 ส่วนสายรัดไส้เลื่อนดังกล่าวจะสามารถใช้ในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคไส้เลื่อนได้จริงตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์กันต่อไป”

คำว่า”ยา”ตามความหมายในมาตรานี้ มีความสำคัญมาก เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาให้ต้องตีความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น “ยา”หรือไม่เป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นผลิตภัณฑ์หลายๆผลิตภัณฑ์ได้ระบุสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วย ทั้งที่ๆ ไม่มีสรรพคุณดังกล่าวจริง 

          3. วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์หรือเภสัชเคมีภัณฑ์สำเร็จรูป

เภสัชเคมีภัณฑ์” หมายความว่า สารอินทรีย์เคมี หรืออนินทรีย์เคมี ซึ่งเป็นสารเดี่ยวที่ใช้ปรุง แต่ง เตรียม หรือผสมเป็นยา และ

 เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป”หมายความว่า สารเคมีหรืออนินทรีย์เคมี ทั้งที่เป็นสารเดี่ยว หรือสารผสมที่อยู่ในลักษณะพร้อมที่จะนำมาใช้ประกอบในการผลิตเป็นยาสำเร็จรูป

  เภสัชเคมีภัณฑ์ และ เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เป็นยาที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำตำรับยามาขึ้นทะเบียนก่อนการผลิต หรือนำเข้า เว้นแต่จะเป็นยาบรรจุเสร็จ  

 ตัวอย่างเภสัชเคมีภัณฑ์ เช่น สารเคลนบูเทอรอล (Clenbuteral) ที่ไม่เป็น dosage form เป็นยาที่ไม่ต้องขอขึ้นทะเบียนก่อนการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร สามารถนำเข้ามาได้โดยไม่ต้องได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาก่อน  แต่เนื่องจากเภสัชเคมีภัณฑ์ดังกล่าวเป็นสารออกฤทธิ์ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับดูแล จึงทำให้มีการออกกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องจัดทำบัญชีและรายงานการนำเข้าให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทราบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง หรือมีการลักลอบไปใส่ในผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งสารเคลนบูเทอรอล (Clenbuteral) เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการผลิตยาขยายหลอดลม  แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้ประกอบการบางรายนำสารดังกล่าวไปใส่ในอาหารสัตว์ เพื่อเป็นการเร่งเนื้อแดงให้กับสัตว์มากขึ้นและทำให้ไขมันสัตว์น้อยลง เมื่อคนรับประทานเนื้อสัตว์ดังกล่าวมากๆ  ก็อาจจะทำเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นผิดปกติ รวมทั้งอาจเป็นอันตรายต่อคนที่เป็นโรคหัวใจ ลมชัก เบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากยาดังกล่าวเป็นสารกระตุ้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้เคยมีการตรวจพบสารกระตุ้นในร่างกายของนายอัลแบร์โต้ กอนตาดอร์ นักปั่นน่องเหล็กชาวสเปน ที่ถูกศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (ซีเอเอส) สั่งยึดตำแหน่งแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ พร้อมกับสั่งห้ามลงแข่งขันเป็นเวลาสองปี เนื่องจากตรวจพบสารกระตุ้นประเภทเคลนบูเทรอลในร่างกาย  แต่นายกอนตาดอร์ฯได้ปฏิเสธและอ้างว่าการตรวจพบสารเคลนบูเทอรอลในตัวอย่างปัสสาวะนั้น เนื่องมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีการเจือปนสารดังกล่าว  ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะต้องพิสูจน์กันต่อไป

          4. วัตถุที่มุ่งหมายให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์

          ยาตามความหมายนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยมีการตีความให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ว่าเป็นยามาแล้ว เช่น รองเท้าที่ระบุสรรพคุณว่าสามารถช่วยเพิ่มความสูง ทำให้ร่างกายสูงขึ้น โดยเห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นวัตถุที่มีความมุ่งหมายให้เกิดผลแก่โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ หรือหมากฝรั่งสำหรับเคี้ยวเพื่ออดบุหรี่  โดยเห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นวัตถุที่มุ่งหมายให้เกิดผลแก่สุขภาพ  เป็นต้น

ข้อยกเว้น ของมาตรา 4 (1) (2) หรือ (4)

วัตถุรับรองไว้ในตำรายา ตามมาตรา 4 (1) หรือวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วย ตามมาตรา 4 (2) หรือวัตถุที่มุ่งหมายให้เกิดผลแก่สุขภาพ  โครงสร้างหรือการการกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ตามมาตรา 4(4) ดังต่อไปนี้ ไม่จัดยา ได้แก่

ก. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมตามที่รัฐมนตรีประกาศ

วัตถุประเภทนี้จะต้องมีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ประกาศยกเว้นวัตถุที่ไม่เป็นยาในกรณีนี้ ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่มีดังนี้

(1)       ประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ฉบับที่  3 ( .. 2522 ) เรื่องวัตถุที่ได้รับยกเว้นไม่เป็นยา ลงวันที่  15  สิงหาคม  2522 ได้ยกเว้น คาเฟอีน  (Caffeine) ชื่อทางการค้าเรียกวา  H.1  ซึ่งนำเข้าเพื่อใช้ในกรรมวิธีผลิตกระดาษพิมพ์แบบ 

(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ฉบับที่ 6 ( ..2524 ) เรื่องวัตถุที่ได้รับยกเว้นไม่เป็นยา ลงวันที่ 29 กันยายน 2524 ได้ยกเว้นผลิตภัณฑที่มีสวนประกอบของยาปฏิชีวนะสะเตร็ปโตไมซิน (Streptomycin Activity) ร้อยละ 15 โดยน้ำหนักและอ๊อกซีเตทตราไซคลีน  (Oxytetracycline Activity) รอยละ 1.5 โดยน้ำหนัก และมีสารจับใบพืชและสิ่งเจือปนอย่างอื่น  (Wetting agent and acidifying agent) อีกร้อยละ 83.5 โดยน้ำหนัก ที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดโรคพืชทางด้านเกษตรกรรมเท่านั้น และจะต้องไม่แสดงสรรพคุณเป็นยา

(3)  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ฉบับที่ 34 ( ..2548 ) เรื่องวัตถุที่ได้รับยกเว้นไม่เป็นยา ลงวันที่  30  ธันวาคม  2548 ได้ระบุให้วัตถุที่มุงหมายสำหรับใช้ในการเกษตร ดังต่อไปนี้ไดรับยกเว้นจากการเป็นยา  

     (3.1) วัตถุประเภทปรับปรุงคุณภาพน้ำและดิน และหรือจุลินทรียที่มุงหมาย สําหรับใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์บก หรือสัตว์น้ำ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใชรักษาสภาพ

      (3.2) วัตถุประเภทอาหารเสริมและสารผสมล่วงหน้า (พรีมิกซ์) ที่มุ่งหมาย สําหรับใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว ดังต่อไปนี้

     (3.2.1)  จุลินทรียที่ผสมกับอาหารสัตว์ที่อยู่ในรูปสารผสมล่วงหน้า (Premix) หรืออาหารสัตว์สําเร็จรูป  ทั้งนี้ให้ รวมถึงจุลินทรียที่มีวิธีใช้โดยการผสมน้ำให้สัตวกินโดยตรง

     (3.2.2) วิตามิน แร่ธาตุ เอ็นไซมหรือ กรดอะมิโน ชนิดใหกินทางปากทุกรูปแบบ (oral dosage form) ไมวาจะผสมอยูกับอาหารสัตวหรือน้ำ หรือสื่ออื่นหรือไม่ผสมก็ตาม

      (3.3.3) วัตถุประเภทฆ่าเชื้อ และวัตถุอันตรายที่ใชในฟารมและบริเวณโดยรอบเพื่อฆ่าเชื้อในสิ่งแวดล้อม หรือฆ่าเชื้อภายนอกตัวสัตวหรือฆ่าเชื้อในน้ำที่ให้สัตวกิน รวมทั้งใช้ ปรับสภาพแวดล้อมสัตว์ดวย

      (3.3.4) วัตถุประเภทสมุนไพรที่มีความมุ่งหมายสำหรับใช้ในวัตถุประสงค์ดังนี้

               ()  เพื่อทำใหสัตวมีสุขภาพแข็งแรง หรือปรับปรุงสมรรถนะการผลิต

               ()  เพื่อเพิ่มการดูดซึมอาหาร

               ()  เพื่อเพิ่มการยอยอาหาร

               ()  เพื่อปรุงแต่ง สี กลิ่น หรือ รส

      (3.3.5)  วัตถุอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค ดังนี้

               ()  ใชทําความสะอาดโรงเรือนเลี้ยงสัตว

               ()  ใชทําความสะอาดตัวสัตว์ ปศุสัตว์ เชน สบู หรือแชมพู

               ()  ใชกําจัดปรสิตภายนอกตัวสัตว์ที่มุ่งหมายสำหรับใช้ ภายนอกตัวสัตว์ โดยไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตหรือของเหลวในร่างกายของสัตว์ได้ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องไม่แสดงสรรพคุณ บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยสำหรับสัตว์

                   .วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ เครื่องกีฬา เครื่องมือ เครื่องใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือและส่วนประกอบของเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบโรคศิลปะ หรือวิชาชีพเวชกรรม 

                     .วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในห้องวิทยาศาสตร์สำหรับการวิจัย การวิเคราะห์ หรือการชันสูตรโรคซึ่งมิได้กระทำโดยตรงต่อร่างกายมนุษย์

                     ข้อสังเกตุ  วัตถุที่ได้รับยกเว้นตามข้อ ข, ค ไม่ต้องมีประกาศของรัฐมนตรี  ต่างกับข้อ ก. ซึ่งต้องมีการประกาศระบุเป็นชนิดๆไป

                   ประเภทของยา

                             ยาตามกฎหมายยาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

                             1. “ยาแผนปัจจุบัน” หมายความว่ายาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม   การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการบำบัดโรคสัตว์

                               2. “ยาแผนโบราณ” หมายความว่ายาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ หรือการบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศ หรือยาที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาแผนโบราณ หรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ

                               3. “ยาสมุนไพร” หมายความว่ายาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือแร่ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ

                   การควบคุมกำกับดูแลที่สำคัญ

                               1. การผลิต  ขาย หรือนำสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรทั้งยาแผนปัจจุบัน และแผนโบราณต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน (มาตรา 12 , 46)  เว้นแต่จะเป็นกรณีดังต่อไปนี้

                                                (1) การผลิต ขาย นำ หรือส่ง ยา โดยกระทรวง ทบวง  กรม ในหน้าที่ป้องกัน หรือบำบัดโรค  สภากาชาดไทย  และองค์การเภสัชกรรม

                                                (2) การผลิตยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือของผู้ประกอบโรคศิลปะที่สั่งสำหรับคนไข้เฉพาะราย หรือการผลิตยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ สำหรับสัตว์เฉพาะราย

                                                (3) การปรุงยาแผนโบราณตามตำรายา  โดยผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณเพื่อขายเฉพาะคนไข้ของตน หรือขายปลีก

                                                (4) การขายยาสมุนไพรที่ไม่ใช่ยาอันตราย การขายยาสามัญประจำบ้าน

                                                (5) การขายยาซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  หรือผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาทันตกรรม ขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตน หรือการขายยาซึ่งผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ขายสำหรับสัตว์ที่ตนบำบัดหรือป้องกันโรค

                                                (6) การขายยาแผนโบราณโดยผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน  ขายส่งยาแผนปัจจุบัน และขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จฯ มาตรา 47 (2 ทวิ)

                                                (7) การนำยาติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งไม่เกินจำนวนที่จำเป็นจะต้องใช้เฉพาะตัวได้สามสิบวัน

 

                   2. ยาที่ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

                             มาตรา 72 กำหนดว่าห้ามผู้ใดผลิต ขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาต่อไปนี้

(1)   ยาปลอม

(2)   ยาผิดมาตรฐาน

(3)   ยาเสื่อมคุณภาพ

(4)   ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา

(5) ยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก สำหรับผู้รับอนุญาตผลิตยาและผู้รับอนุญาตให้นำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร หรือยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิกเกินหกเดือน สำหรับผู้รับอนุญาตขายยา

(6)   ยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา

           ยาปลอม

                 ตามพระราชบัญญัติยา พ..2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 ได้กำหนดลักษณะหรือประเภทของยาปลอมไว้  5 ลักษณะ ดังนี้

1.  ยาหรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมด หรือแต่บางส่วนว่าเป็นยาแท้ เช่น การนำแป้งมาอัดเป็นเม็ด หรือมาบรรจุในแคปซูลเพื่อนำออกขายเป็นยา ถือว่าเป็นยาปลอมโดยทำเทียมทั้งหมดว่าเป็นยาแท้

2.   ยาที่แสดงชื่อว่าเป็นยาอื่นหรือแสดงเดือนปีที่ยาสิ้นอายุ(หมดอายุ) ซึ่งมิใช่ความจริง เช่นความจริงเป็นยาแอสไพริน แต่แสดงชื่อว่าเป็นยาแอมพิซิลิน หรือยาระบุว่าหมดอายุ 30 /12/2554 ซึ่งหมดอายุ               ไปแล้ว กลับแก้ไขว่ายาหมดอายุ 30/12/2555 

3.  ยาที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถานที่ผลิตยา ซึ่งมิใช่ความจริง

                                4. ยาที่แสดงว่าเป็นยาตามตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมิใช่ความจริง เช่น แสดงฉลากยาว่าเป็นยาเลขทะเบียนตำรับที่ 1 /2555 แต่ปรากฏว่าเลขทะเบียนดังกล่าวเป็นของยาอื่น หรือไม่มีเลขทะเบียนดังกล่าว

                                5. ยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานถึงขนาดที่ปริมาณ หรือความแรงของสารออกฤทธิ์ขาดหรือเกินกว่าร้อยละยี่สิบจากเกณฑ์ต่ำสุด หรือสูงสุด ซึ่งกำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา 79

                   ยาปลอมตามข้อ 5 นี้ ต้องทราบว่ายาดังกล่าวได้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาโดยแจ้งชื่อและปริมาณของสารที่ออกฤทธิ์ไว้อย่างไร เช่นยา A ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาโดยกำหนดปริมาณสารที่ออกฤทธิ์ไว้ว่า 85- 95 % ของปริมาณที่แจ้ง แต่ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าตรวจพบปริมาณสารที่ออกฤทธิ์เพียง 60 % ของปริมาณที่แจ้ง เท่ากับว่าปริมาณของสารออกฤทธิ์ขาดกว่าร้อยละยี่สิบจากเกณฑ์ต่ำสุด จึงถือว่าเป็นยาปลอม

                   ยาผิดมาตรฐาน

                                      ตามมาตรา 74 ได้ระบุลักษณะของยาผิดมาตรฐานไว้ดังนี้

1.      ยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์ขาดหรือเกินจากเกณฑ์ต่ำสุด หรือสูงสุดที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ แต่ไม่ถึงขนาดดังกล่าวในมาตรา 73 (5) (ไม่ถึงขนาดเป็นยาปลอม)

                   ยาผิดมาตรฐานในกรณีนี้จะคล้ายกับยาปลอม ต่างกันตรงที่ปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์ขาด หรือเกินจากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุดไม่เกินร้อยละยี่สิบ

                                  2.       ยาที่ผลิตขึ้นโดยความบริสุทธิ์ หรือลักษณะอื่น ซึ่งมีความสำคัญต่อคุณภาพของยาผิดไปจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้

                                  ลักษณะอื่นที่มีความสำคัญต่อคุณภาพของยาผิดไปจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในตำรับยา เช่นระยะเวลาที่ใช้ในการละลายตัว (แตกตัว) ของยา หรือการมีตะกอนของยาฉีด ซึ่งปกติยาฉีดนั้นจะต้องไม่มีตะกอน

              3.        ยาตามตำรับยาที่รัฐมนตรีสั่งแก้ไขทะเบียนตำรับยาตามมาตรา 86 ทวิ แล้ว

              ยาที่รัฐมนตรีสั่งแก้ไขทะเบียนตำรับยา เช่นยาแก้ปวดที่ผสมคาเฟอีน ซึ่งมีคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ให้แก้ไขทะเบียนตำรับยาโดยตัดคาเฟอีนออกให้เหลือแต่ยาแอสไพรินเท่านั้น  ดังนั้นยาแก้ปวดที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ จึงเป็นยาผิดมาตรฐานตามมาตรานี้

                   ยาเสื่อมคุณภาพ 

                                      ตามมาตรา 75 ได้ระบุลักษณะของยาเสื่อมคุณภาพไว้ดังนี้

1.  ยาที่สิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก

2.  ยาที่แปรสภาพจนมีลักษณะเช่นเดียวกับยาปลอม ตามมาตรา 73(5) หรือยาผิดมาตรฐานตามมาตรา 75

                  ยาเสื่อมคุณภาพตาม 2.นั้น ขณะผลิตจะต้องผลิตได้ตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่กำหนด แต่มีการแปรสภาพในภายหลัง จนทำให้คุณภาพไม่เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐาน

                   ยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา

                   ตามมาตรา 79 ได้กำหนดให้ผู้รับอนุญาตผลิตยา หรือผู้รับอนุญาตให้นำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ ต้องนำตำรับยานั้นมาขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน  เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้ว จึงจะผลิตยาหรือนำสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรได้ ยกเว้นยาตามที่กำหนดในมาตรา 79 ทวิ

                   ยาที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนก่อนการผลิต หรือนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา ๗๙ ได้แก่

                                      1. ยาที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์สำเร็จรูป

                                      2. ยาสมุนไพร

                                     3.ยาตัวอย่างที่ได้รับอนุญาตให้ผลิต หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยา

                                      4. ยาที่ได้รับอนุญาตให้นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรตามที่รัฐมนตรีประกาศ

                                       นอกจากนั้นตามมาตรา 72 วรรคสองยังได้ยกเว้นแก่ กระทรวง ทบวง กรม ในหน้าที่ป้องกัน หรือบำบัดโรค สภากาชาด และองค์การเภสัช ให้ผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาได้

                   ยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก

                   ตามพระราชบัญญัติยา พ.. 2510 ได้กำหนดให้ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิกได้ 2 กรณี คือ

1.                    ตามมาตรา 85 วรรคสอง กำหนดว่ายาใดที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว  ตำรับใดมิได้มีการผลิต หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน ให้ทะเบียนตำรับยานั้นเป็นอันยกเลิก

                                2.       ผู้รับอนุญาตผลิต หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา เป็นผู้ขอยกเลิกเอง

ยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิกนั้น ผู้รับอนุญาตผลิต หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรต้องห้ามมิให้ผลิต นำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรทันที  แต่สำหรับผู้รับอนุญาตขายยายังสามารถขายยานั้นต่อไปได้ แต่ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก แต่หลังจากนั้นแล้วก็ต้องห้ามมิให้ขายอีกต่อไป

                   ยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา

                   ได้แก่ยาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาแล้ว และได้มีการประกาศคำสั่งนั้นในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 

                   ยาชุด

                   แม้ว่ายาชุดจะไม่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 72 ว่าเป็นยาที่ห้ามขายก็ตาม แต่ตามมาตรา 75 ทวิ ได้กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดขายยาบรรจุเสร็จหลายขนานโดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกัน โดยเจตนาให้ผู้ซื้อใช้รวมกันเพื่อบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรืออาการของโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ  ดังนั้นยาชุดจึงยาที่ห้ามขายเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นการขายโดยเภสัชกรชั้นหนึ่ง  ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาทันตกรรมซึ่งขายให้เฉพาะคนไข้ของตน และ ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ขายสำหรับสัตว์ซึ่งตนบำบัด ซึ่งการยกเว้นการขายชุดดังกล่าว ได้กำหนดไว้ในมาตรา 75 ทวิ วรรคสอง

                   การโฆษณาขายยา

1.        การโฆษณาขายยานั้น จะต้องได้รับอนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้ในการโฆษณาจากผู้อนุญาต (เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย) และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

2.                    การโฆษณาขายยาจะต้อง

(1)   ไม่เป็นการโอ้อวดสรรพคุณยาว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ หรือหายขาด หรือใช้ถ้อยคำอื่นๆที่มีความหมายทำนองนี้ (เว้นแต่เป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

(2)   ไม่แสดงสรรพคุณยาอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง

(3)    ไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นตัวยา หรือเป็นส่วนประกอบของยา ซึ่งความจริงไม่มีวัตถุหรือส่วนประกอบนั้นในยา หรือมีแต่ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ

(4)     ไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาที่ทำให้แท้งลูก หรือยาขับระดูอย่างแรง (เว้นแต่เป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

(5)     ไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกาม หรือยาคุมกำเนิด  (ยกเว้นแสดงในฉลากและเอกสารกำกับยา หรือ/และเป็นเป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

(6)     ไม่แสดงสรรพคุณยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษ (ยกเว้นแสดงในฉลากและเอกสารกำกับยา หรือ/และเป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

(7)     ไม่มีการรับรอง หรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคลอื่น (เว้นแต่เป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

(8)     ไม่แสดงสรรพคุณยาว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรืออาการของโรคที่รัฐมนตรีประกาศห้าม (เว้นแต่เป็นการโฆษณาโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์)

                  3.   ห้ามโฆษณาขายยาโดยไม่สุภาพ หรือโดยการร้องรำทำเพลง หรือแสดงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย

                                4.   ห้ามมิให้โฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพก หรือออกสลากรางวัล

5.   เมื่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา มีคำสั่งให้ระงับการโฆษณา จะต้องระงับการโฆษณาโดยทันที  หากฝ่าฝืนนอกจากจะมีโทษจำคุกและ/หรือโทษปรับแล้ว ยังมีโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละห้าร้อยบาทอีกด้วย

การโฆษณาขายยาดังกล่าวแม้จะเป็นคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว แต่การกระทำดังกล่าวสามารถสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคได้อย่างมหาศาล บางรายต้องขาดโอกาสในการที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเนื่องด้วยความหลงเชื่อในการโฆษณาหลอกลวง หรือเป็นเท็จ  ซึ่งในปัจจุบันพบว่าได้มีการโฆษณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นจำนวนมาก ทั้งในสื่อและในช่องทางต่างๆ ลำพังเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยา คงไม่สามารถทำการตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ในบางกรณี เจ้าหน้าที่ผู้รวบ รวมพยานหลักฐานจะต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางหรือความรู้ความสามารถพิเศษ  รวมทั้งอาจจะต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือมาตรการพิเศษ ในการแสวงหาพยานหลักฐาน เช่น การแฝงตัว เป็นต้น  ดังนั้นในความเห็นของผู้เขียนจึงเห็นว่าแม้ความผิดเกี่ยวกับการโฆษณาขายยาจะเป็นคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว แต่ก็เป็นคดีความผิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและสามารถส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงควรมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับผู้บริโภค  

..................................................................................................................................................

 



 

[1] พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 
 

Copyright © 2009ศูนย์สารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ| All Rights Reserved
128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210โทร. 0-2831-9888 โทรสาร 0-2975-9888